ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์สำหรับกรณีข่าวน้ำมันรั่วไกล้เกาะเสม็ด จากข่าวจะเห็นได้ว่ามีการบูรณาการจากหลายฝ่ายในความพยายามเข้าไปกู้เกาะเสม็ดคืนกลับมาให้อยู่ในสภาพดังเดิม ซึ่งในแง่ของการกู้ภัยถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดี มีการประชาสัมพัมธ์ในวงกว้างในการระดมกำลังเข้าไปขจัดคราบน้ำมัน ถือว่าเป็นความตั้งใจอันดี เพียงแต่องค์ประกอบต่าง ๆ อาจเป็นอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตในแง่แทนที่จะเป็นการช่วย กลับจะเป็นภาระหรือไม่ อีกทั้งมาตรการในการกู้ภัยที่กระทำลงไปเป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่

สำหรับการตั้งศูนย์กระจายข่าวและ war room เหตุการณ์ก็ตั้งขึ้นมาแบบใครอยากตั้งก็ตั้ง ใครอยากให้ข้อมูลก็ให้ ไม่ได้มีการประสารการทำงานกันอย่างแท้จริง ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วทีมงานทั้งหมดล้วนมีประสบการณ์จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แล้วทั้งสิ่น ไม่ว่าจะ กระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน แต่กลับไม่เรียนรู้และนำมาแก้ไข ตัวอย่างแม้กระทั่ง PTTGC เองซึ่งก็น่าจะตั้งตัวได้แล้ว แต่กลับพบการให้ข่าวแบบท้าทายของผู้บริหาร และการให้ข้อมูลทางเวป  http://www.pttgc-oilspill.com ก็ออกไปในแนวทาง PR โดยเมื่อพิจารณาเนื้อหาภายในก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการลำดับเหตุการณ์เหมือนในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป

ในมุมมองด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หลายองค์กรเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย กำลังลงพื้นที่สำรวจหาข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่รู้แน่ชัดลักษณะจะเป็นเชิงลึกที่จะใช้ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  อาทิน้ำมันที่รั่วกี่ลิตร สารเคมีที่ใช้คืออะไร ใช้ปริมาณมากแค่ไหน เนื่องจากตัวเลขตอนนี้ค่อนข้างสับสน ไม่สามารถนำมาวิจัยได้ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

สำหรับ Mitigation Plan ที่ออกมาในส่วนของ PTTGC ผมมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. Short-term measures

  • – Eliminate oil stains
  • – Clean up the ocean, beach and rocks
  • – Set petition center – หน่วยนี้ตั้งอยู่ที่ไหน มีการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลอย่างไร ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงศูนย์ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะเป็นปกติที่เรามักเจอศูนย์ลักษณะนี้ ตั้งขึ้นมา มีเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูล ตามมีตามเกิด ไม่มีระบบ ไกล้ ๆ ที่เกิดเหตุ เพียง 3-5 วัน แล้วก็ยุบไปเมื่อข่าวเงียบ ไม่สามารถติดตามความคืบหน้าหรือเอาข้อมูลมาวิเคราะห์อะไรได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

2. Medium-term measures

  • – Work together with environmental experts to study the impact on the marine environment, such as marine life, coral, etc., to put together the rehabilitation plan and implement the plan. – อันนี้ ไม่ทราบว่าให้หน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพครับ กรณุระบุสักนิด หากสามารถระบุผู้ประสานงานได้จะดีมาก เพราะงานวิจัย ไม่ได้จบใน 3 วัน 7 วันครับ เพราะ marine environment กินเวลาเป็นปีๆ ครับ ใครจะทำวิจัยโครงการอะไรก็รีบ ๆ ติดต่อเข้าไปน่ะครับ
  • – Fact finding Investigation
  1. i. Investigate cause of the oil leak. – จบถึงเวลานี้ ขนาดผู้บริหารที่รับผิดชอบโดยตรงยังยอมรับเองว่ายังมึนไม่ทราบสาเหตุ ก็คงต้องกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงแล้วค่อยฟังคำแถลง
  2. ii. Investigate reason why oil spread was uncontrollable – อันนี้ไม่น่าต้องสอบอะไรมากครับ เป็นเพราะความประมาท เลินเล่อของผู้บริหารในการจัดการกับภาวะฉุกเฉินโดยปราศจากหลักการและกระบวนการใด ๆ สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าคือ ผู้บริหารเหล่านั้นมีบทลงโทษอย่างไรจาก PTTGC

3. Long-term measures ในทางปฏิบัติคืออะไร ไม่มีใครทราบ?

  • – Monitor the impact on the environment after the restoration is completed. Take action if found any impact.
  • – Explore fact finding investigation result and improve operating procedures standard to build confidence to stakeholders.

เขียนไว้ดีครับสำหรับข้อ 3 แต่คงไม่มีอะไรชัดเจนออกมาเพราะไม่ใช่ภาระกิจหลักของ PTTGC และงบคงหมดเพราะลำพังข้อ 1. ก็หมดเงินไปแล้วกว่าพันล้านบาท ซึ่งตามเอกสารทาง PTTGC จะรับผิดชอบภายในวงเงินรวมไม่เกิน 50 ล้าน USD (1,500 ล้านบาท) เพราะประกันไว้แค่นั้นจริง ๆ สำหรับ Third party

SNAG-0014

reference

การดำเนินการของกรมเจ้าท่า